tiistai, 18. huhtikuu 2017

หัวเว่ย มินิ โมบาย เวิลด์ คองเกรส ชี้โอกาสการเติบโตในประเทศไทย

หัวเว่ยจัดแสดงนวัตกรรมไอซีทีล่าสุด พร้อมแชร์โอกาสการเติบโตในงานมินิ โมบาย เวิลด์ คองเกรส 2017 ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ภายในงานยังได้กล่าวถึงเทรนด์และหัวข้อต่างๆ ทางเข้า maxbet ที่จะช่วยกำหนดทิศทางเพื่อสร้าง “โลกที่มีการเชื่อมโยงสื่อสารที่ดีกว่า” (Better-Connected World) ในยุคคลาวด์ที่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

โดยหัวเว่ยยังได้เปิดประตูต้อนรับเหล่าโอเปอเรเตอร์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่สนใจชมผลกระทบของความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่มีต่อทุกภาคส่วน อาทิ คลาวด์เน็ตเวิร์ค, 5G, วิดีโอ 4K/8K, Internet of Things (IoT) นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้แชร์วิสัยทัศน์ของบริษัทเพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ ให้เป็นแบบ Real-time, On demand, All- online, DIY และ Social หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ROADS ด้วย

ในฐานะที่เป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์กับหลายๆ ประเทศที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้เจริญก้าวหน้า หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณค่าให้กับชุมชนต่าง ๆ ด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเทศเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าของเน็ตเวิร์คให้มากที่สุด ติดตั้งโฮมบรอดแบนด์ และปรับพื้นที่ภายในอาคารให้รองรับระบบดิจิทัล รวมถึงขับเคลื่อนการเชื่อมโยงสื่อสารเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเน็ตเวิร์คให้ดีขึ้น ตลอดจนส่งเสริมสังคมและเศรษฐกิจให้เติบโตไปด้วยกัน ในงานยังมีไฮไลท์เทคโนโลยีไอซีที 5 เทรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกในขณะนี้ อันได้แก่ การนำทุกสิ่งเข้าสู่เครือข่ายคลาวด์ (Build All Cloud Networks), การสร้างวิดีโอให้เป็นบริการพื้นฐาน (Make Video a Basic Service), การเพิ่มคุณค่าเครือข่ายให้มากที่สุด/การพัฒนา 5G ให้ใช้งานได้จริง(Maximize Network Value/Bring 5G into Reality), ระบบปฏิบัติการดิจิทัลที่คล่องตัว (Agile Digital Operations) และการนำเทคโนโลยี IoT มาให้บริการ (IoT as a Service)

สตีเว่น หวง รองกรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราตั้งตารอต้อนรับผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนที่จะมาร่วมในงานอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์หลักๆ และแม่แบบการดำเนินงานในอนาคต เป้าหมายของเราคือการช่วยโอเปอเรเตอร์ในประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ ให้สามารถเห็นช่องทางใหม่ๆ ในการเพิ่มผลประกอบการและต่อยอดวงจรธุรกิจจากการพัฒนาบริการและการสร้างเครือข่าย”

ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้รับทราบข้อมูลผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นไอซีทีล่าสุด ที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ พร้อมสัมผัสนวัตกรรมจากหัวเว่ยและแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรมแบบเปิดและความสำเร็จของทุกฝ่าย

จากข้อมูลการจัดอันดับ Global Connectivity Index (GCI) ที่หัวเว่ยแผยแพร่ในปี 2559 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 34 จากประเทศที่ทำการสำรวจทั้งหมด 50 ประเทศ โดยจัดอยู่ในกลุ่ม “Adopters” ด้วยคะแนน 37 คะแนน สิ่งนี้บ่งชี้ได้ถึงโอกาสทางด้านไอซีทีที่รอให้พัฒนาต่อได้อีกมากมาย ibcbet กลุ่มประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาส และยุทธศาสตร์ด้านไอซีทีของประเทศ จากการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเชื่อมโยงสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบนี้เอง โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป

“หัวเว่ยยังคงเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดของประเทศไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ที่พร้อมจะผลักดันอุตสาหกรรมแนวตั้งให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล เรามีแผนให้ความช่วยเหลือด้วยการฝึกอบรมบุคลากรด้านไอซีทีของไทยให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อร่วมผลักดันนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาลให้สัมฤทธิผลอีกด้วย” นายหวง กล่าวเพิ่มเติม

หัวเว่ยได้วิเคราะห์ภูมิทัศน์ของตลาดเกิดใหม่ในปัจจุบันเพื่อกำหนดแนวทางกลยุทธ์จาก 4 มุมมอง ได้แก่ ผู้ใช้+, ครัวเรือน+, ทรัพยากร+ และประสิทธิภาพ+ การติดตั้งโฮมบรอดแบนด์อย่างรวดเร็วและการสร้างระบบอินดอร์ดิจิทัลจะช่วยปรับปรุงสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมและยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น ทรัพยากรเครือข่ายที่มีอยู่จะถูกใช้เพื่อเพิ่มคุณค่าของเครือข่ายและประสิทธิภาพของสเปคตรัมให้ได้มากที่สุด พัฒนา O&M ให้ดีขึ้น และรองรับเศรษฐกิจในทุกระดับ การเชื่อมโยงผู้ใช้ทั้งหมดจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และมนุษยชาติ

“ในราวปี 2568 เราจะได้เห็นคนสองพันกว่าล้านคนมีการเชื่อมต่อผ่านโมบายบรอดแบนด์ และอีกกว่า 500 ล้านรายผ่านโฮมบรอดแบนด์ ความมุ่งมั่นของเราคือ การผลักดันให้โอเปอเรเตอร์ทั่วโลกสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตใหม่” นายหวง อธิบาย

เพื่อเป็นการเติมเต็มภารกิจใน “การสร้างโลกที่มีการเชื่อมโยงสื่อสารที่ดียิ่งขึ้น” หัวเว่ยได้ผลักดันให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายในอุตสาหกรรมนำประสบการณ์ด้าน “Real-time, On-demand, All-online, DIY และ Social (ROADS)” มาปรับใช้ให้เป็นมาตรฐานหลักเพื่อความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล maxbet หัวเว่ยจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมให้ก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล โดยเริ่มจากด้านเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมให้ทันสมัยก่อนจะไปสู่การพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้ และในตอนนี้เข้าสู่ช่วงการสร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์ของระบบดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีขอบเขตการพัฒนาอีก 4 ขอบเขตใหญ่ๆ ที่หัวเว่ยกำลังแสวงหาหนทางเพื่อก้าวไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระบบนิเวศน์ที่รวมเอาโอกาสและประโยชน์ต่างๆ ไว้ด้วยกัน โดยขอบเขตดังกล่าวประกอบด้วย นวัตกรรม 5G (5G Innovation), ประสบการณ์ ROADS หนทางสู่การเติบโตแนวใหม่ (ROADS to New Growth), การเพิ่มคุณค่าเครือข่ายให้ได้สูงสุด (Network Value Maximization) และการพลิกโฉมระบบปฏิบัติการ (Operations Transformation)

tiistai, 18. huhtikuu 2017

‘สมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพ ฯ’ ผนึกพลังเผยคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2017 ดึงจุดเด่นความเป็นไทย

‘สมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพ ฯ’(BFS) ผนึกพลังเผยคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2017 ดึงจุดเด่นความเป็นไทย เนรมิตรันเวย์อวดโฉมผลงานออกแบบสุดครีเอท  ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘SEE NOW – BUY NOW!’ 

สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการแฟชั่นไทยอยู่เสมอกับ ‘สมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพ’ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) ที่เกิดจากความร่วมมือของเหล่าสมาชิกแบรนด์แฟชั่นไทยชั้นนำ ที่มีอุดมการณ์ด้านความคิดสร้างสรรค์และวิถีการทำงานร่วมกัน ซึ่งนับเป็นปีที่ 7 แล้วที่เหล่าดีไซน์เนอร์ยังคงร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพประดับวงการแฟชั่นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ถ่ายทอดไอเดียสดใหม่ผ่านผลงานการออกแบบคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2017  ในบนรันเวย์หน้าร้อนสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งตัวให้กับเหล่าแฟชั่นนิสต้าที่มาร่วมงาน บริเวณโซนคิวเรเตอร์  ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ ชั้น 2  อย่างคับคั่ง  โดยในปีนี้ได้มีการจัดโชว์คอลเลกชั่นจาก 11 แบรนด์ไทยชั้นนำ ได้แก่ ‘อาซาว่า’ (ASAVA), ‘เกรย์ฮาวด์ ออริจินัล’ (GREYHOUND ORIGINAL), ‘อิชชู่’ (ISSUE), ‘คลอเส็ท’ (Kloset), ‘มิลิน’ (MILIN), ‘เพนคิลเลอร์’(PAINKILLER), ‘ตุ๊ดตี้ แอนด์ ตุ๊ดตี้ฟรุตตี้’ (TUTTI & TUTTI FRUTTI), ‘วิคธีร์รัฐ’ (VICKTEERUT) รวมถึงสามแบรนด์สมาชิกใหม่ ได้แก่ ‘เอ เอส วี’(ASV), ‘ปฏิญญา’ (PATINYA) และ ‘ที แอนด์ ที’ (T AND T)

พลพัฒน์ อัศวะประภา

พลพัฒน์ อัศวะประภา ในฐานะนายกสมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพ กล่าวถึงจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า ‘เรายังคงมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้แฟชั่นไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพของงานฝีมือ ซึ่งในปีนี้ทางสมาคมก็เติบโตขึ้นมากเพราะได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกฝ่ายมาโดยตลอด และเราก็ได้มีการเพิ่มสมาชิกใหม่เข้ามา เพื่อมาช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานให้หลากหลายและตอบโจทย์คนแฟชั่นให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งโดยปกติเสื้อผ้าที่นำมาโชว์จะยังไม่สามารถให้คนเลือกชมกันได้ แต่ครั้งนี้เราตั้งใจอยากให้คนที่มาชมแฟชั่นโชว์ได้สัมผัสกับเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ทันที ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความพร้อมที่เราต้องการผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโตขึ้นโดยเร็ว’

 

และสำหรับฤดูกาลสปริง/ซัมเมอร์ 2017 นี้ ทาง สมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพ’ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) ได้นำเสนอคอลเลกชั่นใหม่ผ่านรูปแบบการจัดแฟชั่นโชว์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ SEE NOW – BUY NOW!’ ให้เหล่าแฟนคลับแบรนด์ได้ร่วมชมพร้อมกันอย่างใกล้ชิด และสามารถสัมผัสกับคอลเลกชั่นล่าสุดได้ทันทีหลังจบแฟชั่นโชว์ ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างก็มีผลงานการออกแบบที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว หากแต่ยังอยู่ภายใต้ทิศทางที่สอดคล้องกันอยู่ โดยสามารถจัดเป็นหมวดหมู่ แบ่งออกเป็น 3 เทรนด์หลัก ดังนี้

  • อะราวด์ เดอะ เวิลด์ (Around The World) แรงบันดาลใจจากการเดินทางไปสู่ดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ได้ถูกนำมาถ่ายทอดลงบนงานดีไซน์เสื้อผ้าได้อย่างน่าสนใจ ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมที่แตกต่างให้เข้ากันได้อย่างลงตัว
  • มายด์ส ทริป (Mind’s Trip) ความฝัน และจินตนาการ รวมถึงการหวนรำลึกถึงตัวตนของจิตใต้สำนึก ได้ถูกนำมาผนวกให้เข้ากัน จนเกิดเป็นไอเดียการออกแบบสุดสร้างสรรค์อันล้ำสมัย
  • ไทม์ แมทชีน (Time Machine) การเดินทางกลับสู่ความทรงจำที่ถวิลหาในอดีต และการรำลึกถึงผลงานศิลปะชิ้นมาสเตอร์พีซที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนแฟชั่นในยุคปัจจุบัน

นอกจาก 3 เทรนด์หลักในซีซั่นนี้แล้ว สมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพ’ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) ยังเผยเทรนด์ถึงสีมาแรง โครงร่างของเสื้อผ้าที่เหมาะกับฤดูกาลนี้ รวมถึงดีเทลและเทคนิคการตัดเย็บที่แปลกใหม่

พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์แบรนด์อาซาว่า

สำหรับสีที่โดดเด่นสำหรับซัมเมอร์นี้ แบ่งออกเป็น 3 เทรนด์ ดังนี้

  • เดอะ ซัมเมอร์ส โรมานซ์ (The Summer’s Romance) เพิ่มความสดใสให้ซีซั่นนี้ด้วยโทนสีพาสเทลที่มีการผสมสีเทา และสีคาราเมลลงไป เพื่อช่วยลดความหวาน สร้างความแตกต่างจากซีซั่นที่ผ่านมา
  • เดอะ เซ็นส์ชวล (The Zensual) โทนสีเบสิคอย่างขาว-ดำ ยังคงมีให้เห็นในซัมเมอร์นี้
  • สปิริต ออฟ เดอะ ซัน (Spirit Of The Sun) โทนสีสดใสเผ็ดร้อนปนด้วยสีน้ำตาล ช่วยสร้างหรูหราแปลกตาให้กับฤดูกาลนี้ได้เป็นอย่างดี

ในส่วนโครงร่างของเสื้อผ้าที่เหมาะกับซัมเมอร์นี้ แบ่งออกเป็น 3 เทรนด์ด้วยกัน ดังนี้

  • แฟลร์ (Flair) ความบานของเสื้อ, กระโปรง และขากางเกง ถูกนำมาใช้ในซีซั่นนี้เพื่อสร้างลุคแปลกใหม่ที่พลิ้วไหล และสนุกยิ่งขึ้น
  • ลูส (Loose) ความหลวมโคร่งที่ดูสบาย เหมาะสมกับฤดูกาลนี้และอากาศร้อนของเมืองไทย
  • เทเลอร์ด (Tailored) โครงร่างของเสื้อสูท และยูนิฟอร์มสุดเนี้ยบ ถูกนำมาเพิ่มเทคนิคการตัดเย็บที่หลวมสาย ช่วยเพิ่มความโก้หรูและสวมใส่สบายได้ในขณะเดียวกัน
เกื้อบุญ ชวนบุญ, มิลิน ยุวจรัสกุล และภุชงค์ นิลรัตน์ ทีมดีไซเนอร์แบรนด์มิลิน

รวมถึงดีเทลและเทคนิคการตัดเย็บที่ถูกนำมาใช้ในซัมเมอร์นี้ ได้แก่ ระบายรัฟเฟิล (Raffles) ที่ช่วยสร้างวอลลุ่มและเพิ่มความพลิ้วไหวให้กับเสื้อผ้าได้เป็นอย่างดี, โชลเดอริสม์ (Shoulderism)งานออกแบบที่เน้นเผยช่วงไหล่ ช่วยเพิ่มความเย้ายวนชวนมองให้กับผู้สวมใส่, บล็อกกิ้ง (Blocking) การตัดต่อเนื้อผ้าต่างสีและต่างชนิดกัน ถ่ายทอดความสนุกสนานลงบนชุด ให้เหมาะกับฤดูร้อนนี้, ซีทรู (See-through) งานดีไซน์ที่ช่วยเผยผิวของหญิงสาวได้อย่างน่าค้นหาและไม่โป๊จนกินไป และสเปเชี่ยล ทัช (Special Touch) การเลือกใช้เนื้อผ้าและวัสดุที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่เมื่อสวมใส่ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้ในการดีไซน์ให้เข้ากับลวดลายต่างๆ อาทิ ลายดอกไม้, ลายทาง รวมไปถึงลายพิมพ์กราฟฟิกย้อนยุคได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ทาง สมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพ’ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) ยังแนะนำไอเท็มชิ้นเด่นห้ามพลาดสำหรับซัมเมอร์นี้ ดังนี้

  • สวิมแวร์ (Swimwear) ชุดว่ายน้ำที่สามารถใส่ว่ายน้ำได้จริง และสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับกางเกงหรือกระโปรงได้ ช่วยเพิ่มความสนุกให้สาวๆ และสร้างลุคสวยโดดเด่นที่ไม่ซ้ำใคร
  • คัฟทั่น (Kaftan) ชุดคลุมตัวยาวของชาวตะวันออก ที่หลวมสบายเหมาะกับอากาศของเมืองไทย
  • แม็กซี่ เดรส (Maxi dress) ชุดเดรสยาวถึงข้อเท้าหรือจรดพื้น ช่วยเพิ่มความสวยสง่าให้กับสาวๆ ได้อย่างน่าค้นหา
  • แบล็คแอนด์ไวท์ โททัลลุ๊ค (Black & White Total-look) โทนสีเบสิคอย่างดำและขาว ยังสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กันได้ ช่วยสร้างลุคที่เรียบง่ายแต่ดูดี และสามารถสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาส
  • บอดี้ กลิมส์ (Body Glimpse) ชุดที่เปิดเผยผิว ช่วยเพิ่มความเซ็กซี่ให้ผู้หญิงได้อย่างน่าสนใจ
  • ไวด์-เลก แพนท์ส (Wide Leg Pants) กางเกงขาบานที่กลับมาเป็นชิ้นเด่นที่สุดของฤดูกาลนี้
  • ที-เชิ้ต (T-shirt) ขาดไม่ได้สำหรับเสื้อยืดพิมพ์ลายเท่ๆ ที่กระแสแฟชั่นโลกหันมาให้ความสำคัญกับชิ้นเบสิค  ที่นำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับชิ้นไหนก็ช่วยเติมเต็มลุคให้ดูดีได้ไม่แพ้กัน
ภูมิศักดิ์-สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ ทีมดีไซเนอร์แบรนด์เพนคิลเลอร์

ด้านสมาชิกน้องใหม่ของ สมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพ (BFS)  “กีตาร์” ปฏิญญา เกี่ยวข้อง  จากแบรนด์  ‘ปฏิญญา’ (PATINYA) เผยว่า ดีใจมากที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแบรนด์เสื้อผ้าไทยให้แข็งแรง มีศักยภาพเป็นที่ยอมรับ ด้วยคำแนะนำของรุ่นพี่มากฝีมือในวงการ สำหรับซัมเมอร์นี้ ได้นำกลิ่นอายการแต่งกายหรูหราโก้หรูในอดีตของสาวไทย  มาปัดฝุ่นผสมผสานให้เป็นลุคสตรีท เรียบโก้ ไม่ต้องเป๊ะทุกองศา แต่ให้ความสนุกสนาน มีลูกเล่นการผูกมัด ระบายพลิ้วไหว  มีไอเท็มเด่นอย่างเสื้อกั๊กผสมคลอเส็ท ถอดแบ่งได้ 3 ชิ้น เน้นสัดส่วนที่สวยงาม ถอดออกหนึ่งชิ้นให้ได้ลุคสาวมั่น หรือสวมคลุมเป็นลุคเรียบโก้หรู
ขณะที่ “นุ๊ก” ธนาวุฒิ ธนสารวิมล  จากแบรนด์  ‘ที แอนด์ ที’ (T AND T) เผยต่อว่า ยินดีที่ได้รับการสนับสนุน พัฒนาทิศทางแบรนด์และการดีไซน์ให้ตอบโจทย์หล่าแฟชั่นนิสต้ามากขึ้น แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นไทยไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง และมีการส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไห้ได้แสดงความสามารถ พัฒนาฝีมือ โดยซัมเมอร์นี้ได้จำลองการใช้ชีวิตของสาวๆ ในหน้าร้อนตั้งแต่ตื่นเช้าทำอาหาร  จนถึงออกไปท่องเที่ยว พักผ่อน ผ่านแพทเทิร์นเสื้อผ้าสบายๆ  เคลื่อนไหวได้อย่าอิสระ  เน้นการจับเสื้อยืดมามิกซ์แอนด์แมชต์ให้สนุกสนาน  โดยใช้เสื้อยืดตราห่านคู่ที่อย่กับคนไทยมานานหลายสิบปี มาออกแบบผสมผสานกันดีไซน์สมัยใหม่ ปรับใช้กับกระโปรงลูกไม้ระบายให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา หรือใส่เดรสลูกไม้ทับ กับเสื้อยืดตัวเก่งเพิ่มลูกเล่นให้แฟชั่นประจำวันดูไม่น่าเบื่อนัก

อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ดีไซเนอร์แบรนด์วิคธีร์รัฐ

หลังจากชมภาพรวมของงานดีไซน์ในซัมเมอร์นี้ไปแล้ว เหล่ารุ่นพี่สมาชิก ‘สมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพ ฯ’ (BFS) ได้แนะนำเทคนิคการแต่งตัวแก่เหล่าแฟชั่นนิสต้า ให้หยิบเหล่าไอเท็มเด็ดมาใช้ได้อย่างโดดเด่น น่าจับตามอง เริ่มจากแฟชั่นสาวเปรี้ยว  “มีมี่” มิลิน ยุวจรัลกุล จากแบรนด์  ‘มิลิน’ (MILIN)  เผยว่า ปีนี้ความโดดเด่นของแฟชั่นอยู่ที่เทกเจอร์ เสื้อผ้าที่มีพื้นผิวไม่เรียบ มีความแวววาว มีการสะท้อนเมื่อต้องแสง มีเทคนิคที่หลากหลาย หรือใช้เสริมด้วยแอคเซคเซอรี่ขนาดโอเวอร์ไซส์ สร้างความโดดเด่นในซัมเมอร์ได้  เช่น ใส่เดรสเกาะอกเรียบๆ กับเข็มขัดขนาดใหญ่ จะดูเปรี้ยวซ่า ขึ้มมาทันที แถมใส่ง่ายไม่พะรุงพะรัง

ส่วนแฟชั่นผู้ชาย “โม่”ภูมิศักดิ์ เฑียรประสิทธิ์ จาก ‘เพนคิลเลอร์’ (PAINKILLER)  แนะนำว่าสปริง/ซัมเมอร์นี้ จากที่เคยใส่เสื้อเรียบๆ กางเกงเข้ารูป ลองเปลี่ยนเป็นแนวหลวมๆ ดูบ้าง เช่น เสื้อตัวโคร่ง กางเกงขาบาน เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกให้ผ่อนคลาย สบายตัว ไม่จำเป็นต้องหลวมทั้งตัว อาจใส่เสื้อตัวใหญ่กับกางเกงเข้ารูป หรือเสื้อพอดีตัวกับกางเกงขาบาน เสริมความคล่องตัวด้วยกระเป๋าที่ไม่ใหญ่มาก เช่น กระเป๋าใสบัตร  ใส่เงินเล็กๆ  มีหลายฟังก์ชั่น เลือกถือได้อย่างกะทัดรัด ทำให้การแต่งตัวสนุกขึ้น

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานในการพบปะ พูดคุยระหว่างดีไซเนอร์และเหล่าแฟนแบรนด์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ‘ไพเพอร์ ไฮด์ซีค’ ไอคอนแชมเปญระดับโลก ที่อยู่คู่กับวงการแฟชั่นมาอย่างยาวนาน ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงการร่วมมือกับแบรนด์อัญมณีดังระดับโลกอย่าง ‘Van Cleef & Arpels’ ในการออกแบบขวด และยังเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์ดีไซเนอร์แถวหน้าอีกมากมาย อาทิ Jean Paul Gaultier และ Christian Louboutin นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นเครื่องดื่มในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ รวมทั้งงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในปัจจุบันอีกด้วย และในส่วนของการเนรมิตลุคแต่งหน้าให้กับเหล่านางแบบซีซั่นนี้ ทางสมาคมได้ร่วมมือกับ ‘นิกซ์’ (NYX) แบรนด์โปรเฟสชั่นแนลเมคอัพจากแอลเอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้เป็นผู้สร้างสรรค์ลุคการแต่งหน้าบนรันเวย์ ในโทนสีที่สะท้อนถึงความทันสมัยและยังแฝงไว้ด้วยลูกเล่นเพื่อเพิ่มความดึงดูดน่าสนใจ

tiistai, 18. huhtikuu 2017

3 เซเลบ นักธุรกิจสตาร์ตอัพ

ในยุค ไทยแลนด์ 4.0 ที่มี “สตาร์ตอัพ” เกิดขึ้นจำนวนมากในประเทศ แต่ไม่ใช่ทุกรายที่ประสบความสำเร็จในตลาด ท่ามกลางการแข่งขันสูงก็ได้ 3 เซเลบ นักธุรกิจ 4.0 มาเผยหนึ่งเคล็ดลับความสำเร็จ Genting Crown นั่นคือ การพัฒนาภาษา

เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อิงกู (ไทยแลนด์) จำกัด ให้ข้อมูลระหว่างการแนะนำเว็บไซต์สอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ http://thai.engoo.com ว่าปัจจุบันเทรนด์การเรียนภาษาอังกฤษทั่วโลกเปลี่ยนไปสู่การเรียนเพื่อการใช้งานจริงมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเรียนเพื่อวัดระดับเพียงอย่างเดียว เพราะทักษะภาษาอังกฤษเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันทั้งในส่วนของตัวบุคคลเอง และในส่วนของการพัฒนาธุรกิจ

ขณะที่ บิ้น-พิรชัย เบญจรงคกุล ซีอีโอหนุ่มไฟแรงบริษัท บูมพอว์ จำกัด บอกเสริมว่า ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษมีความสำคัญในการทำงาน ปัจจุบันการที่ธุรกิจสตาร์ตอัพจะประสบความสำเร็จได้จำเป็นต้องมองโลกให้กว้างขึ้น มองหาโอกาสเพิ่มเติมจากตลาดต่างประเทศด้วย

ปิดท้าย สาวเก่ง ปรางค์-อภินรา ศรีกาญจนา หนึ่งในผู้ริเริ่มกับกลุ่มผู้ถือหุ้น ยู ดริ๊ง ไอ ไดรฟ์ ย้ำว่า นอกเหนือจากความคิดสร้างสรรค์ การนำนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีมาใช้แล้ว Genting Club ก็คือจุดแข็งด้านภาษาอังกฤษที่ทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางขึ้น

สตาร์ตอัพ สู่ ความสำเร็จ

 

ปรางค์-อภินรา ศรีกาญจนาบิ้น-พิรชัย เบญจรงคกุลเชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์

tiistai, 18. huhtikuu 2017

Moikka maailma!

Onnittelut uudesta blogistasi!

Tämä on esimerkkiartikkeli. Uutta sisältöä voit luoda blogin hallinnan kautta. Voit poistaa tämän artikkelin artikkeliarkiston kautta.